จากทฤษฎี"ไมเคิล อี. พอร์เตอร์" สู่"คลัสเตอร์" การรวมกลุ่มธุรกิจเพื่อความอยู่รอด อุตสาหกรรมไทย

          มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ประการที่มีอิทธิพลต่อเศรษกิจโลก ได้แก่

กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization)

การเปิดเสรีทางการค้า (Trade Liberalization)

และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านไอทีและเทคโนโลยีชีวภาพ

     ประเด็นท้าทายของประเทศไทยต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ ปัจจุบัน ภาคการผลิตและบริการของบ้านเราต้องเผชิญกับการแข่งขันทางการค้าอย่างรุนแรง ในขณะที่ยังคงมีความอ่อนแอทางโครงสร้างการผลิตหลายประการ ทั้งเรื่องของผลิตภาพต่ำ การสร้างนวัตกรรมมีน้อย

     ซึ่งผลลัพธ์ไม่เพียงแต่ทำให้ไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้แก่ประเทศคู่แข่งในตลาดโลก แต่ยังรวมถึงผลกระทบที่ไม่อาจขยายสัดส่วนของการส่งออกให้มากขึ้นอีกด้วย

     นำไปสู่แนวคิดที่ประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะนำเอาคลัสเตอร์ หรือการพัฒนา เครือข่ายวิสาห กิจ (Clustering) มาใช้ในฐานะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาระดับจุลภาค เพื่อมาเสริมนโยบายและมาตรการด้านมหภาค ซึ่งครอบคลุมในเรื่องภาษี การเงิน และการส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้ว

     ความหมาย "คลัสเตอร์"

     คลัสเตอร์ได้รับการพัฒนาให้เป็นทฤษฎีในฐานะที่เป็นเครื่องมือการพัฒนาในระดับจุลภาค มีจุดกำเนิดมาจากทฤษฎีว่าด้วยความสามารถในการแข่งขันของชาติ ของศาสตรา จารย์ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ ใน ค.ศ.1990 โดยเสนอในบทความวิชาการ "The Competitive Advantage of Nations" ว่าแนวคิดที่มีความหมายอย่างแท้จริง ของความสามารถในการแข่งขันของประเทศคือ การเพิ่มผลิตภาพ (productivity)

     พอร์เตอร์ได้ตั้งคำถามว่า เหตุใดความเก่งเฉพาะสินค้า หรือบริการต่างๆ จึงเกิดขึ้นในเฉพาะถิ่นฐานต่างๆ นั้น ได้เช่น ไวน์ น้ำหอม ที่ฝรั่งเศส ไม้ตัดดอกที่เนเธอร์แลนด์ หรืออุตสาห กรรมการบินที่วอชิงตัน ฯลฯ

      ซึ่งคำตอบที่ได้จากงานวิจัยของพอร์เตอร์พบว่า เบื้องหลังความเก่งของประเทศต่างๆ นั้นจะต้องมีการตั้งถิ่นฐานของคลัสเตอร์ในรายสินค้าอยู่ในประเทศด้วยเสมอ

      ดังนั้น คลัสเตอร์ในความหมายของพอร์ เตอร์ จึงหมายถึงเครือข่ายที่ประกอบด้วยคุณ ลักษณะ 4 ประการมารวมกัน ประกอบด้วย

1) การเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน คุณลักษณะนี้ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว

2) ความร่วมมือซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อถือไว้วางใจซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญประ การหนึ่ง

3) การแข่งขัน ข้อแตกต่างของคลัสเตอร์คือเป็นความร่วมมือที่อยู่บนพื้นฐานของการแข่งขัน

ทำให้แตกต่างจากคำว่า cartel ที่มุ่งกำหนดกลไกราคาหรือปริมาณเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในบรรดาหมู่สมาชิก และประสิทธิภาพโดยรวม

     การประยุกต์ใช้กับภาคการผลิตของไทย

      นโยบายอุตสาหกรรมที่ยึดถือกันโดยทั่วไป จะมุ่งเน้นการเลือกส่งเสริมอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน ที่มีพื้นฐานแนวคิดว่าอุตสาหกรรมบางประเภทจะสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าประเภทอื่น

     ในขณะที่แนวคิดคลัสเตอร์กลับมุ่งเน้นถึงการเชื่อมโยงผลผลิต ความสามารถในการแข่งขันและกลไกตลาด โดยไม่มุ่งส่งเสริมคลัส เตอร์ใดโดยเฉพาะ

     แม้ว่าหลายประเทศได้นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้เป็นเวลามากกว่า 10 ปี และได้มีนักวิชาการหลายสำนักในเมืองไทย ได้ศึกษาค้น คว้า วิจารณ์และเปรียบเทียบกับทฤษฎีอื่นๆ ในการพัฒนาประเทศ แต่ยังไม่มีการประยุกต์ เพื่อใช้กับการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบและแพร่หลาย

     ทำให้คลัสเตอร์ยังคงเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย

      สังคมเศรษฐกิจไทยโดยรวม ยังยึดติดกับแนวคิดภายใต้กรอบความได้เปรียบทางธรรม ชาติ (Comparative Advantage) มากกว่าความเก่งหรือความสามารถในการแข่งขัน (Competive Advantage) ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางภาวะวิสัยที่แปลกแยกจากกระบวนการพัฒนาคลัสเตอร์อยู่มาก

     เริ่มจากทัศนคติทั่วไปในหมู่ผู้ประกอบการที่ยังหวังพึ่งพารัฐ แทนที่จะเห็นรัฐเป็นเช่นผู้ร่วมงานหรือแบบอย่างในการประกอบการที่ยึดถือกันอยู่ก็เน้นไปที่ยอดขาย และราคามากกว่าการพัฒนาธุรกิจด้วยนวัตกรรมต่างๆ

      อย่างไรก็ตาม หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใน สังคมเศรษฐกิจไทยเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนได้ในระดับหนึ่ง โดยที่แนวคิดคลัสเตอร์ได้ฟูม ฟักตัวขึ้นในหมู่นักวิชาการไทย หลายสถาบัน เช่น กลุ่ม C&C (Cluster for Competitiveness) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มนักธุรกิจ นักคิดและอาจารย์มหาวิทยาลัยของประเทศ และได้เริ่มแพร่หลายไปยังกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม คลัสเตอร์ในฐานะเครื่องมือทางยุทธศาสตร์และนโยบาย

      ในส่วนของภาครัฐได้มีการบรรจุแนวคิดคลัสเตอร์ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 9 (2545-2549) ในลักษณะของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ ระหว่างสถาบัน การเชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อย่างสมดุล สะท้อนออกมาในยุทธศาสตร์สำคัญๆ ดังนี้

      ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างการพัฒนาชนบทและเมืองอย่างยั่งยืน ซึ่งได้มุ่งการสร้างเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเมืองและชนบทให้มีบทบาทสนับสนุนซึ่งกันและกัน

      ยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้กำหนดตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ที่พึงปรารถนาของไทย ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการก้าวไปสู่การมีระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ที่มีสมรรถนะ (Modern/ High Pertiormance Economy) ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 5 ประการได้แก่

1) การเพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน

2) การสร้างธรรมาภิบาลทั้งภาครัฐและเอกชน

3) โครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ

4) การบริหารด้านเศรษฐกิจที่รอบคอบและ

5) ทุนทางสังคมที่มีคุณภาพ

     โดยกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดส่งออกของโลกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1.1 ในปี 2549 และการกำหนดตำแหน่งของประเทศ ในสาขาเศรษฐกิจ ที่มีศักยภาพเพื่อสร้างความเป็นเลิศ (Global Niches) เช่น การท่องเที่ยว ศูนย์กลางแฟชั่น ครัวของโลก เทคโน โลยีชีวภาพ เป็นต้น

     ทั้งนี้ ได้มีการนำแนวคิดคลัสเตอร์เข้ามาเป็นแนวทาง ในการปรับโครงสร้างภาคการผลิต และบริการบนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ความสามารถในการแข่งขัน จะต้องเกิดจากประสิทธิ ภาพโดยรวม อันเป็นผลมาจากการรวมตัวของกลุ่มภาคการผลิต

     จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาระดับผู้ประกอบการ การส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ซึ่งให้ผลในวงจำกัด

    ประโยชน์และข้อได้เปรียบ

     กระบวนการคลัสเตอร์ (clustering process) ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยจะช่วยเพิ่มผลผลิตของบริษัทผู้ประกอบการ พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถทางนวัตกรรม และช่วยกระตุ้นให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมา โดยอาจสรุปข้อได้เปรียบของคลัสเตอร์ ดังนี้

1) การจัดหาองค์ประกอบพิเศษในการผลิตได้ง่ายรวมทั้งจุดเด่นเรื่องต้นทุนของการจัดหาจะต่ำกว่ารูปแบบอื่นๆ ด้วย

2) การจัดแบ่งหน้าที่การผลิต ตามความชำนาญของผู้ประกอบการแต่ละรายการในคลัสเตอร์ จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาความเชี่ยวชาญของแต่ละบริษัท และขนาดของการผลิตมีแนวโน้มที่จะขยายใหญ่ขึ้น

3) การเข้าถึงแหล่งทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะด้าน

4) การเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศ เนื่องจากคลัสเตอร์ประกอบด้วยบริษัทผู้จัดวัตถุดิบ/ชิ้นส่วนพิเศษ ให้สถาบันสนับสนุน ทั้งที่เป็นสถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยข้อมูล/สารสนเทศ

5) การเสริมซึ่งกันและกัน ข้อได้เปรียบ ประการนี้มาจากโครงสร้างของคลัสเตอร์ที่เป็นระบบที่ครอบคลุมทุกด้าน และทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตตลอดห่วงลูกโซ่ของการเพิ่มมูลค่า

6) ระดับคุณภาพและผลการดำเนินการ ซึ่งการแข่งขันภายในคลัสเตอร์เป็นแรงกดดันให้มีการเปรียบเทียบคุณภาพของผลิต ภัณฑ์/บริการ ระหว่างผู้ประกอบการ

7) การพัฒนาความสามารถด้านนวัตกรรม เพราะความใกล้ชิดระหว่างผู้ประกอบการตลอดสายการผลิตกับลูกค้า ทำให้สามารถทราบถึงความต้องการของลูกค้าและแนวโน้มของความต้องการได้เป็นอย่างดี ประการสำคัญที่ต้องเน้นก็คือความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตได้ช่วยทำให้กระบวนการสร้างนวัตกรรมมีประสิทธิ ภาพสูงขึ้น และการสร้างธุรกิจใหม่ภายในคลัสเตอร์

     พลวัตของคลัสเตอร์จะส่งสัญญาณถึงโอกาสช่องว่าง หรืออุปสงค์ที่ยังไม่มีการตอบสนอง โดยเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างธุรกิจใหม่ขึ้น มิติของการสร้างธุรกิจใหม่ในกลุ่มที่รวมตัวกันนี้ ยังรวมถึงโอกาส ที่จะช่วยขยายคลัสเตอร์ทั้งในแนวกว้าง และแนวลึก เป็นการเพิ่มความได้เปรียบของคลัสเตอร์มากยิ่งขึ้น

     ผู้ประกอบการไทยจึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันมามุ่งมั่นอย่างไม่มีเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การรวมตัวในรูปแบบของคลัสเตอร์

เพราะเป็นการรวมตัวเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจตนเองอย่างแท้จริงภายใต้ความต้องการที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน


    เพ็ญธิรัตน์ อัครผลสุวรรณ รวบรวมจาก "  ทฤษฎี "ไมเคิล อี. พอร์เตอร์" สู่ "คลัสเตอร์" การรวมกลุ่มธุรกิจเพื่อความอยู่รอด อุตสาหกรรมไทย" มติชนรายวัน วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2546

 


สงวนลิขสิทธิ์ © 2546
ติดต่อเว็บมาสเตอร์ที่
agritech51@doae.go.th โทร./ โทรสาร 0 2579 3852