ชาเขียว...น้ำทิพย์แห่งชีวิต

     ความนิยมชาเขียวในบ้านเราเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากชาที่ใช้ชง น้ำชาบรรจุขวด บรรจุกล่อง จากหลากหลายผู้ผลิตแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่นำชาเชียวไปเป็นส่วน ผสมทั้งในผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ไม่เว้นแม้แต่ผลิตภัณฑ์เพื่ออนามัยส่วนตัวของคุณผู้หญิง การใช้ชาเขียวในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเช่นนี้ อาจจะทำให้บางคนสนใจอยากรู้จักชาเขียวเพิ่มขึ้น บท ความนี้จะบอกเราว่า เครื่องดื่มสีเขียวจาง กลิ่นหอม รสชาติละมุนลิ้นชนิดนี้ มีความน่าสนใจสมกับที่ได้รับความนิยมสักเพียงใด

พันธุ์ไม้ชา... Camellia sinensis
     ไม่ว่าชาจะมีต้นกำเนิดมาจากที่ใดก็ตาม ทุกแหล่งต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าชาที่คนทั่วโลกชื่นชอบกันนั้นผลิตมาจากพืช ที่ชื่ออันไพเราะเพราะพริ้งว่า “คาเมลเลีย ไซเนนซิส” (Camellia sinensis) ซึ่งเป็นพืชพันธุ์พื้นเมืองที่มีต้นกำเนิดในทิเบต อินเดีย จีน และพม่า คาเมลเลีย ไซเนนซิสเป็นไม้ดอกที่อยู่ในวงศ์เทียซิอี (Theaceae) ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 28 สกุลและแบ่งออกเป็น 520 ชนิด คาเมลเลีย ไซเนนซิสหรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ต้นชา” (Tea Plant) นั้นเป็นต้นไม้ที่คงความเขียวอยู่ตลอดปี และถ้าไม่มีการเก็บเกี่ยวแล้วสามารถสูงได้ถึง 10 เมตร อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ชาที่มีคุณภาพดีจะมีการเก็บเกี่ยวยอดและใบอ่อนสองใบของต้นชา ซึ่งการเด็ดปลายยอดอ่อนนั้นส่งผลให้ต้นชามีใบดกหนาและสูงเพียงประมาณ 90-120 เซนติเมตร โดยปกติแล้วการเก็บเกี่ยวจะเริ่มเมื่อต้นชามีอายุได้สี่ปี เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะมีการเก็บเกี่ยวใบชาด้วยมือทุกๆ สองสัปดาห์ และในแต่ละปี ต้นชาแต่ละต้นสามารถผลิตใบชาได้ 100 กรัม และสามารถผลิตอีกได้เรื่อยๆ จนถึงอายุ 25-50 ปี หรือแม้จนกระทั่งถึง 100 ปี ถ้าได้รับการบำรุง ดูแลใส่ปุ๋ยเป็นอย่างดี การ เพาะพันธุ์ชาทำได้โดยการผสมข้ามต้นทั้งนี้เพราะต้นชาไม่สามารถผสมเกสรในตัวของมันเองได้ การผสมพันธุ์จะสำเร็จได้ต้องอาศัยสิ่งมีชีวิต เช่น แมลง เป็นพาหะ ในการนำพาเกสร

     ชามีกี่ชนิด?
     ชานั้นแบ่งออกได้เป็นชนิดหลักๆ สามชนิดคือ ชาดำ (black tea) ชาอูหลง (oolong) และชาเขียว (green tea) ชาทุกชนิดต่างก็ได้มาจากใบของพืชชนิดเดียวกัน แต่ที่เรียกชื่อแตกต่างกันนั้นก็เนื่องมาจากกระบวนการผลิต (การหมัก) ใบชาที่แตกต่างกันไป
     การผลิตชาดำ
     ทำได้โดยการนำใบชามาทำให้แห้งโดยการรีดน้ำที่หล่อเลี้ยงให้ใบชาชุ่มชื้นออกมาเพื่อทำให้ใบชาเหี่ยวและอ่อนลีบ โดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 16 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงนำใบชาที่แห้งลีบแล้วนั้นมากลิ้งด้วยลูกกลิ้ง บด และฉีก ต่อจากนั้นจึงนำไปหมัก ซึ่งหลังจากกระบวนการหมักทั้งสิ้นแล้ว จะได้ใบชาที่แห้งสนิท
    ชาอูหลง ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการหมักแต่เพียงครึ่งหนึ่ง จึงทำให้มีรสชาติและสรรพคุณอยู่ระหว่างชาดำ และชาเขียว กระบวนการผลิตชาอูหลงเริ่มจากนำใบชามาทำให้แห้งลีบโดยใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงนำไปกลิ้งด้วย ลูกกลิ้ง ฉีก และหมักด้วยระยะเวลาสั้นๆ ชาอูหลงเริ่มผลิตเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออกของประเทศจีนและทางภาคเหนือของไต้หวัน
     การผลิตชาเขียวทำโดยนำใบชามาอบไอน้ำ หลังจากนั้นจึงนำไปกลิ้งด้วยลูกกลิ้งและทำให้แห้งอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้จึงทำให้ใบชายังคงมีสีเขียว จากกระบวนการผลิตที่ง่ายและน้อยขั้นตอนทำให้ชาเขียวยังคงมีสารในพืชที่มีประโยชน์ ที่เรียกว่า ไฟโตเคมิคัล (phytochemicals) หลงเหลืออยู่มากกว่าชาชนิดอื่นๆ
อย่างไรก็ตามโลกของชาไม่ได้มีเพียงแค่ชาดำ ชาอูหลง หรือชาเขียวเท่านั้น      ยังมีชาอีกชนิดหนึ่งที่ยังคงเป็นที่รู้จักกันน้อยมากแต่กำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลกไม่แพ้ชาประเภทอื่น นั่นก็คือ ชาขาว (white tea) ชาขาวไม่ได้หมายถึงชาใส่นมที่หลายๆ คนชื่นชอบ แต่ที่ได้ชื่อว่าชาขาวก็เพราะว่าลักษณะพิเศษของชาชนิดนี้ ที่ใบชาและยอดอ่อนถูกนำมาอบไอน้ำและทำให้แห้งด้วยวิธีง่ายๆ ชาขาวได้มาจากต้นชาเช่นเดียวกัน มีลักษณะใกล้เคียงกับชาเขียว แต่ชาขาวมีปริมาณไม่มากนักเนื่องจากในแต่ละปีจะสามารถเก็บเกี่ยวได้เฉพาะในบางวันเท่านั้น และช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวในแต่ละครั้งก็สั้นมากและต้องทำอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่ยอดอ่อนของต้นชาเพิ่งจะผลิออกมาใหม่ และยังคงมีเส้นไหมหรือเส้นขนละเอียดสีเงินปกคลุมอยู่ การเก็บเกี่ยวโดยเลือกเอาแต่เฉพาะยอดอ่อนที่ยังเต็มไปด้วยขนสีขาว ปกคลุมนี่เอง ทำให้ได้ชาที่มีลักษณะพิเศษคือมีสีขาว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อชาขาวนั่นเอง

สารประกอบและสรรพคุณ ของชาเขียว
     จากการศึกษาและรายงานทางการแพทย์มากมายโดยสถาบันที่เชื่อถือได้ต่างก็ยืนยันว่าชาเขียวมีสรรพคุณมหาศาลในการบำบัดรักษาโรค การดื่มชาเขียวทำให้ร่างกายได้รับสารหลายชนิดที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกาย เปรียบเทียบกับชาดำและชาอูหลงแล้ว ชาเขียวมีสาร แคเทชิน (Catechin) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มพอลิฟีนอลส์ (Polyphenols) เป็นปริมาณสูงถึง 15-30% ของน้ำหนักชา ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสารแคเทชินในชาเขียวมีสรรพคุณเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยทำให้กลุ่มอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ดีหรือปกติในร่างกายมีฤทธิ์เป็นกลาง ซึ่งจะว่าไปแล้วสารชนิดนี้นี่เองที่ให้ประโยชน์มากมายแก่ร่างกายจนนับไม่ถ้วน
     กล่าวโดยสรุปแล้ว ในแต่ละถ้วยของชาเขียวนั้นยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกาย ดังต่อไปนี้
     สดชื่น...แจ่มใส !!!
     เอาตั้งแต่เริ่มแรกกันเลย ชาช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราสดชื่น สะอาดปรอดโปร่ง และน่าอยู่ขึ้น มีงานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า ถุงชา (tea bag) ช่วยบำบัดโรค “sick-house syndrome” หรือ “มลภาวะภายในอาคาร เป็นพิษ” (Indoor Air Pollution) ซึ่งเป็นอาการป่วยที่มีสาเหตุมาจากการแพ้อากาศภายในอาคารและบ้าน ที่พักอาศัย เช่น สารเคมีจากสีทาบ้าน หรือจากเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในบ้าน เนื่องจากสารฟอร์มัลดีไฮด์ (formaldehyde) ที่ผสมอยู่ในสารเคมีเพื่อการตกแต่งบ้าน มักจะส่งกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ อาจเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้และมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ จากการทดลองพบว่าใบชาดำหรือชาเขียว ทั้งที่ยังใหม่และที่ใช้แล้ว (ผ่าน การชงแล้ว) จะดูดสารนี้ไว้แล้วไม่ปลดปล่อยสารกลับเข้าสู่บรรยากาศหลังจากดูดไว้แล้ว และถ้าทิ้งใบชาไว้ในที่อับหรือปิด เช่น ในตู้เก็บถ้วยชาม ใบชาจะช่วยลดปริมาณของสารฟอร์มัลดีไฮด์ที่มีอยู่ในอากาศอีกด้วย
     กำจัดเนื้อร้าย
     บรรดานักวิจัยพบว่าเอพิกัลโลแคเทชิน (EGC) ในชาเขียวมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการเติบโตหรือการลุกลามของเซลล์มะเร็ง และสามารถทำลายหรือฆ่าเซลล์มะเร็งได้โดยไม่มีผลกระทบกับเซลล์ดีอื่นๆ ในร่างกาย จากการศึกษาวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐอเมริกาพบว่า ถ้าดื่มชาเขียวเป็นปริมาณมากกว่าสี่ถ้วยต่อวัน ร่างกายของเราจะได้รับสาร EGC ที่ช่วยชะลอและป้องกันการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ยังมีผลการวิจัยอื่นๆ อีกพบว่า ชาเขียวอาจจะเป็นอาวุธที่ใช้กำจัดบรรดาเนื้อร้ายต่างๆ ให้ราบคาบลงได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งในหลอดอาหาร และมะเร็งในตับ เป็นต้น
      เรื่องของหัวใจ???
     มีการศึกษาว่า การดื่มชาเขียวช่วยลดอัตราการเสี่ยงจากการเป็น โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) นักวิจัยกล่าวว่าสารต้านอนมูลอิสระในชาเขียวน่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL-low density lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่ดี ไม่ให้มีปริมาณสูงจนเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดการก่อตัวของก้อนไขมันและส่งผลให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือดได้ จากผลการวิจัยอื่นๆ ยังพบอีกว่า ชาเขียวมีสรรพคุณเทียบเท่ายาแอสไพรินในการช่วยยับยั้งการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจวายและหลอดเลือดสมอง
     น้ำพุแห่งวัยหนุ่มสาว
     มีการพิสูจน์แล้วว่าสารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวสามารถช่วยชะลอความชราและคงความเยาว์วัยได้ (โอ้โฮ้! อะไรจะดีปานนั้น) สารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวไม่เพียงแต่จะมีประสิทธิภาพสูงมากกว่าวิตามินซีถึง 100 เท่า แต่ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอีอีกถึง 25 เท่าในการทำลายอนุมูลอิสระ
     ต้านโรคไขข้ออักเสบ
     กล่าวกันว่าชาเขียวช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูห์มาติก (rheumatoid arthritis) ที่มักจะเกิดกับสตรีวัยกลางคน อาการของโรคโดยทั่วไปคือ มีอาการของการอักเสบบวมแดง ปวด เมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ
     ลดระดับคอเลสเทอรอล
     ขณะที่กาแฟเพิ่มระดับคอเลสเทอรอล ชาเขียวกลับช่วยลดระดับ คอเลสเทอรอล สารแคเทชินในชาเขียวช่วยทำลายคอเลสเทอรอลและกำจัดปริมาณของคอเรสเทอรอลในลำไส้ แค่นั้นยังไม่พอ ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่พอดี อีกด้วย
     ควบคุมน้ำหนัก
     ถ้าคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ การจิบชาเขียวสามารถช่วยได้ดีทีเดียว จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์พบว่า ชาเขียวช่วยเร่งให้ร่างกายมีการเผาผลาญอาหารและไขมันมากขึ้น
     ต่อสู้กลิ่นปากและแบคทีเรียในปาก
     การดื่มชาเขียวนอกจากจะทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้ว ยังช่วยทำให้ลมหายใจสดชื่นและป้องกันการติดเชื้อได้ด้วย จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเพส สหรัฐอเมริกาพบว่า สารสกัดจากชาเขียวมีสรรพคุณในการต่อสู้กับแบคทีเรียโดยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ อันที่จริงแล้วพบว่าชาเขียวเป็นตัวช่วยยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากต่อสู้กับเชื้อไวรัสในปากโดยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย
     ป้องกันฟันผุ
     ชาเขียวมีสรรพคุณช่วยป้องกันฟันผุโดยช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ชื่อ Streptococcus mutans ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดหินปูนที่มาเกาะฟัน รวมทั้งยังช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นปาก
     ป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวี
     เมื่อเร็วๆ นี้ มีการศึกษาพบว่า สารประกอบหลักในชาเขียวมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ข้อมูลในวารสารวิทยาภูมิค้มกันทางการแพทย์และโรคภูมิแพ้ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายนได้ตีพิมพ์ไว้ว่า สารแคเทชินในชาเขียวโดยเฉพาะพระเอกตัวเก่ง EGCG มีสรรพคุณป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ชาเขียวเข้มข้นช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อ ไวรัสเอชไอวีจับตัวกับเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่มีความสำคัญต่อภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเราที่เรียกว่า “ทีเซลล์” (T cells) ซึ่งเป็นด่านแรกที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีได้ ถ้ามีผลการศึกษาเพิ่มเติมยืนยันผลการวิจัยดังกล่าวนี้ นักวิจัยกล่าวว่าจะนำสารในชาเขียวมาใช้ทดลองในการผลิตยาชนิดใหม่เพื่อป้องกันการลุกลามของเชื้อเอชไอวี

     ผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้จาก การบริโภคชาเขียว
     อาจจะมีบางคนเกิดอาการแพ้เนื่องจากการบริโภคชาเขียวซึ่งพบไม่บ่อยนัก ซึ่งถ้าเกิดอาการดังกล่าวให้หยุดบริโภคชาเขียวและไปพบแพทย์โดยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการแพ้ที่รุนแรง เช่น หายใจติดขัด รู้สึกแน่นเหมือนมีอะไรติดคอ ริมฝีปาก ลิ้น และใบหน้าบวม หรือเป็นลมพิษ นอกจากนี้ ในบางคนที่บริโภคชาเขียวมากเกินไปเป็นระยะเวลานานอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในหลอดอาหาร และอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยอื่นๆ เกิดขึ้นได้เช่นกัน ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ถ้าเกิดอาการอย่างเช่น อาการเสียดคอและหน้าอก ท้องเสีย เบื่ออาหาร มีอาการท้องผูกหรือท้องร่วง มีอาการตกใจ หงุดหงิดง่าย และเป็นกังกล นอนไม่หลับ หัวใจเต้นผิดปกติ หรือปวดศีรษะ หรืออาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ ได้อีกนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ให้รีบปรึกษาแพทย์  ถ้ามีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าอาจเกิดจากการแพ้
นอกจากชาเขียวจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงในบางคนแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ควรบริโภคชาเขียว หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภค ได้แก่ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง ผู้ที่เป็นโรคไต ผู้เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ (hyperthyroidism เป็นโรคที่เกิดจากการที่ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนมากเกินไป) ผู้ที่กังวลง่ายหรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติ หรือมีการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ หรือผู้ป่วยที่กำลังรับประทานยาละลายลิ่มเลือด เช่น วาร์ฟาริน (warfarin)

     เพ็ญธิรัตน์ อัครผลสุวรรณ รวบรวมสรุปจาก นิสากร ปานประสงค์ , "ชาเขียว...น้ำทิพย์แห่งชีวิต," นิตยสาร UpDATE ฉบับ 198 มีนาคม 2547    

สงวนลิขสิทธิ์ © 2546
ติดต่อเว็บมาสเตอร์ที่
agritech51@doae.go.th โทร./ โทรสาร 0 2579 3852